เปรียบเทียบ Global Survey ของ The Economist และการสำรวจในประเทศไทย ในหัวข้อ Driving the skills agenda: Preparing student for the future
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มาจาก Blog เดิมใน Website เดิมที่ประกาศเลิกให้บริการในประเทศไทย ลงวันที่ 17.6.2017 เนื้อหาอาจมีความไม่ทันสมัยในปัจจุบัน แต่ยังเป็นประโยชน์ด้านแนวคิด
The Economist Report เรื่อง Driving the Skills agenda: Preparing Student for the Future
เอกสารที่มีผลสำรวจที่เป็นข้อมูลตั้งต้นให้ผู้เขียนเริ่มทำสำรวจในประเด็นเดียวกันในประเทศไทย ในช่วงปี 2014
Powered By EmbedPress
ผลการเปรียบเทียบด้วยแบบสอบถามในหัวข้อเดียวกันกับ The Economist โดยกล่มผู้ตอบชาวไทย
Powered By EmbedPress
เอกสารแสดงรายละเอียดการเปรียบเที่ยบระหว่าง ไทย 2017 และระดับโลกปี 2015 ในคำถามเดียวกัน
Powered By EmbedPress
(สรุปโดย Gemini ในปี 2026 สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์อ่านเอกสารหมายเลข 3 ด้วยตนเอง)
จากการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง ผลสำรวจระดับโลก (Global Survey 2015) ของ The Economist Intelligence Unit (ร่วมกับ Google) กับ ผลสำรวจในประเทศไทย (Local Survey 2017) โดย MonsoonSIM Thailand พบประเด็นเปรียบเทียบ ข้อสังเกต และบทสรุปที่สำคัญดังนี้
1. ข้อมูลทั่วไปและกลุ่มตัวอย่างของการสำรวจ
Global Survey (2015): สำรวจใน 25 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ นักเรียน (11–17 ปี), นักศึกษา (18–25 ปี), อาจารย์/ผู้สอน และผู้บริหาร/นักธุรกิจ
Local Survey (2017): สำรวจเฉพาะในประเทศไทย กลุ่มเป้าหมายเน้นไปที่ 3 กลุ่ม คือ นักศึกษาระดับอุดมศึกษา (18–25 ปี เน้นสาขาบริหารธุรกิจ การจัดการ และ IT), อาจารย์ผู้สอน และนักธุรกิจ (หมายเหตุ: Local Survey มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามน้อยเกินกว่าจะนำไปอ้างอิงในเชิงวิชาการได้ แต่จัดทำขึ้นเพื่อแบ่งปันข้อมูลและข้อคิดเห็นประกอบงานสัมมนา)
2. การเปรียบเทียบทักษะที่จำเป็นในมุมมองของนักธุรกิจ (Business Executive Perspective)
เมื่อถามถึงทักษะที่มีความสำคัญ/จำเป็นมากที่สุดสำหรับพนักงานในปัจจุบัน (Top Skills):
ความเหมือน: ทั้งระดับ Global และ Local ต่างเห็นตรงกันว่า 4 ทักษะหลัก ที่สำคัญที่สุดคือ Problem Solving (การแก้ปัญหา), Team Working (การทำงานเป็นทีม), Communication (การสื่อสาร) และ Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์)
ความต่างในอันดับความสำคัญ:
Global Survey: อันดับ 1 คือ Problem Solving (50%), อันดับ 2 คือ Team Working (35%), อันดับ 3 คือ Communication (32%)
Local Survey (ไทย): นักธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับ Problem Solving (50%) และ Team Working (35%) สูงสุดเท่ากันในอันดับแรก ตามด้วย Communication (32%) และ Critical Thinking (27%) นอกจากนี้ นักธุรกิจไทยยังต้องการทักษะด้าน Leadership (ภาวะผู้นำ) และ Foreign Language Skills (ภาษาต่างประเทศ) ในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอาจารย์ผู้สอน
3. การเปรียบเทียบในมุมมองของนักศึกษา (18–25 ปี)
เมื่อพิจารณาในประเด็นทักษะที่พบในระบบการศึกษา VS ความสามารถในการใช้ทักษะจริง:
ทักษะที่พบในระบบการศึกษา (Founded Skills): นักศึกษาไทยรายงานว่าพบทักษะต่าง ๆ ในระบบการศึกษาไทย สูงกว่า ค่าเฉลี่ยของ Global Survey ในทุกๆ ทักษะ
ความสามารถในการนำไปใช้จริง (Qualified Skills): นักศึกษาไทยรายงานว่าตนเองมีทักษะความสามารถในระดับ “ดีถึงดีมาก” ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยของ Global Survey ในทุกๆ ทักษะเช่นกัน
Gap การพัฒนาทักษะ: เมื่อนำเปอร์เซ็นต์ทักษะที่ใช้งานได้จริง ลบด้วย เปอร์เซ็นต์ทักษะที่พบในระบบการศึกษา พบว่าของประเทศไทยติดลบทุกทักษะ สะท้อนว่าระบบการเรียนการสอนในไทยอาจเน้นไปที่การรับรู้ (Knowledge-based) แต่ยังไม่สามารถพัฒนาศักยภาพให้นักศึกษานำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทักษะที่นักศึกษาไทยประเมินว่าตนเองทำได้ดีเกิน 50% มีเพียง 2 ทักษะ คือ Problem Solving (60.75%) และ Team Working (51.54%) (อย่างไรก็ดี ผู้สำรวจมองว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของนักศึกษาเอง เพราะระบบการเรียนไทยมักเน้นท่องจำทฤษฎีและสูตร มากกว่าการตั้งคำถามและแก้ปัญหาจริง)
4. อุปสรรคของอาจารย์ผู้สอน (Teacher Challenges)
เมื่อถามถึงอุปสรรคสำคัญในการนำทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st-century skills) มาใช้ในการสอนประจำวัน:
Global Survey: อุปสรรคอันดับ 1 คือ การขาดแคลนเวลา / หลักสูตรแน่นและเข้มงวดเกินไป (49%), อันดับ 2 คือ ขาดการอบรมที่เหมาะสม (31%), อันดับ 3 คือ ข้อกำหนดที่เข้มงวดจากหน่วยงานการศึกษาที่เน้นแต่การอ่านออกเขียนได้และคำนวณ (30%)
Local Survey (ไทย):
อุปสรรคอันดับ 1 ของอาจารย์ไทยคือ Lack of Motivation (การขาดแรงจูงใจ) สูงถึง 51% (เทียบกับ Global Survey ที่มีเพียง 23%)
อันดับ 2 คือ ข้อกำหนดและนโยบายจากภาครัฐ/ผู้กำหนดนโยบาย (Over 50%) ซึ่งเน้นการควบคุมจากส่วนกลาง ขาดความยืดหยุ่น (Lecturer’s autonomy)
อันดับ 3 คือ ขาดข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงานจริง (44%) (เทียบกับ Global ที่มีเพียง 26%)
อันดับ 4 คือ การขาดแคลนเวลาจากเนื้อหาหลักสูตรที่มากเกินไป (42%)
5. เทคโนโลยีกับการเรียนการสอน (Technology & Teaching)
ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการสอน:
อาจารย์ส่วนใหญ่ทั้ง Global (34% Strongly agree) และ Local (55.4% Strongly agree) เห็นตรงกันว่าเทคโนโลยี พกพา และ โซเชียลมีเดีย ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบวิธีการสอนอย่างมาก
อาจารย์ไทยมองผลกระทบนี้ในเชิงบวกเป็นส่วนใหญ่ (ความเห็นเชิงลบมีเพียง 5%) โดยมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้บน Cloud และเปิดโอกาสให้เปลี่ยนการสอนแบบบรรยายเดิมๆ ไปสู่ Student-centered
ความเข้าใจเทคโนโลยีของนักศึกษา:
อาจารย์มากกว่าครึ่งเห็นด้วยว่า นักศึกษามักมีความเข้าใจและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากกว่าตัวผู้สอนเอง (Global 58%, Local มีสัดส่วนใกล้เคียงกันและมองในเชิงบวกกว่า 95%)
6. สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการให้ระบบการศึกษาปรับเปลี่ยน
Global Survey: อันดับ 1 คือ การปรับปรุงการอบรมครู/ผู้สอน (36%), อันดับ 2 คือ การเพิ่มโอกาสการฝึกงาน/โครงการกับบริษัท (35%), อันดับ 3 คือ การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีในสถานศึกษา (31%)
Local Survey (ไทย):
อันดับ 1 ของนักธุรกิจไทยคือ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการสอน (28.38%) โดยอยากเห็นการสอนที่ก้าวข้ามการท่องจำใน Text Book ไปสู่ Hands-on Learning / Problem-based Learning ที่เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง
อันดับ 2 คือ การเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีในโรงเรียน/มหาวิทยาลัย (21.62%) (เน้นไปที่ Software, Content และเครื่องมือการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานหรือ Hardware)
อันดับ 3 คือ การเพิ่มความเข้าใจและการแนะแนวอาชีพแก่นักศึกษา (20.27%) และ การส่งเสริม Internship/โครงการความร่วมมือกับภาคเอกชน (13.51%)
ข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย/การปฏิบัติ
เน้นทักษะปฏิบัติจริง (Applied Skills): การศึกษาไทยต้องปรับจากการสร้าง “ผู้รู้” (เน้นเกรดและการท่องจำ) ไปสู่การสร้าง “ผู้ใช้ความรู้” โดยเน้นทักษะ 4C (Critical Thinking, Communication, Collaboration, Creativity) และ Problem Solving ให้สามารถทำงานได้จริง
ปรับบทบาทผู้สอน (Role Transformation): อาจารย์ผู้สอนต้องปรับจาก “ผู้สอน/ผู้บรรยาย” (Lecturer) ไปเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Facilitator) โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น Project-based, Game & Simulation, Role Play และ Experiential Learning
การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ: ภาคธุรกิจต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดหลักสูตร และสนับสนุนโครงการ Project-based หรือการฝึกงาน (Internship/สหกิจศึกษา) ที่มีคุณภาพและได้สัมผัสงานจริง
ปลดล็อกนโยบายและการบริหาร: ควรรดน้ำต้นไม้ที่รากโดยลดการควบคุมที่เข้มงวดจากส่วนกลาง เพิ่มอิสระในการจัดการเรียนการสอน (Autonomy) ให้แก่อาจารย์ และปรับปรุงตัววัดผล (KPI) ที่มุ่งเน้นไปที่คุณภาพและความพร้อมของบัณฑิตมากกว่าเพียงแค่งานวิจัยที่ไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้
