Decode ถอดบทเรียนเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาวิธีการเรียนการสอน จาก KU Integrative Project 2022
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มาจาก Blog เดิมใน Website เดิมที่ประกาศเลิกให้บริการในประเทศไทย ลงวันที่ 23.6.2022 เนื้อหาอาจมีความไม่ทันสมัยในปัจจุบัน แต่ยังเป็นประโยชน์ด้านแนวคิด
คำนำ
บทความนี้ไม่ใชบทความวิชาการ เพียงการถอดบทเรียนจากความตั้งใจที่จะหากิจกรรมที่เชื่อมโยงไปจากประสบการณ์พื้นฐานที่ได้รับจาก MonsoonSIM ของนิสิตนักศึกษา โดยนำเอา Canvas ที่ใช้ในการทำความเข้าใจ Business Model ได้แก่ BMC และ LEAN มาเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้โดยการประสานประสบการณ์ (Co-Experiences Leaning;ผู้เขียน) โดยมีการจัดกิจกรรมประกอบในโครงการ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของ MonsoonSIM ในประเทศไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งเห็นตรงกับกับอาจารย์ Facilitator ว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยเข้าสู่กระแสของ Startup Business เพื่อสร้าง New S Curve ให้กับประเทศนั้น การสร้างแผนธุรกิจมักเกิดจากแนวคิดที่ไม่ได้ใช้ข้อมูลจริง หรือไม่มีผลต่อการศึกษาตามเป้าหมายที่วางไว้ และแนวคิดเหล่านั้นมีปัญหาที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง ในการเขียนแผนธุรกิจของนิสิตนักศึกษามักสอนในชั้นเรียน หรือในกิจกรรม Startup ต่าง ๆ นั้น พบว่าแนวคิดไม่มีความเข้าใจทางธุรกิจและการจัดการรองรับแนวคิดเหล่านั้นที่เพียงพอ จึงเป็นสมมติฐานในการนำเอาพื้นฐานความรู้จาก Simulation มาลองผสานกับการเขียนแผนธุรกิจ หรือศึกษาแผนธุรกิจเพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นของนักศึกษา ซึ่งผู้เขียนได้ทดลองแนวคิดนี้ใน Workshop สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นนักวิจัย และผู้ประกอบการแล้วได้ผลที่ดี ทว่าสิ่งที่นักศึกษาทั่วไปจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ คือ ประสบการณ์ในการเข้าใจธุรกิจ, การตีความข้อมูล, Soft Skills ต่าง ๆ ที่จำเป็นในการสร้างแผนธุรกิจ/แผนการตลาด ทว่าเป็นการเริ่มต้นให้เห็นว่าการประสานประสบการณ์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และทำให้เกิดแผนที่สะท้อนความจริง และนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการก็ได้รับประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
ในกิจกรรมนี้ผู้เขียนได้เชิญชวนหน่วยงานด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกมาร่วม เพื่อนำงานวิจัยที่มีร่วมมือกับผู้ประกอบการมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการเขียนแผนธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญหนึ่งคือ แผนธุรกิจเกิดจากแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งลดปัญหาการพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปส่วนหนึ่ง และเป้าหมายที่มีความสำคัญ คือ โอกาสที่จะให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะที่การศึกษาในระบบให้ไม่ได้ และประสบการณ์ในการทำงานที่ผลงานการศึกษาของเขาถูกนำไปพิจารณาเพื่อสร้างเป็นธุรกิจจริง และโอกาสที่จะได้ข้อมูลจากนักวิจัย และผู้ประกอบการ เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียนปรกติ
บทความนี้เขียนถอดประสบการณ์ในฐานะผู้เล่าเรื่อง ซึ่งภาษาอาจไม่ใช่ภาษาที่สละสลวย เป็นภาษาเขียนที่งดงาม หวังว่าจะเป็นประสบการณ์ที่นำไปเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนในความฝันเรื่อง LTT; Learning and Teaching Transformation ซึ่งเป็นชั้นแรกที่ทรงพลานุภาพใน Education Reformation (การปฏิวัติการศึกษาที่การปฏิรูปไม่เพียงพอ) ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกคนที่เป็นแหล่งประสบการณ์ ได้แก่ อาจารย์ ดร.เอกอนงค์ ตั้งฤกษ์วราสกุล กำลังสำคัญของโครงการนี้, นิสิตทุกคน ที่มาร่วมโครงการที่ไม่มีเกรด ไม่เป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียน ไม่ใช่การแข่งขัน ไม่มีเงินรางวัล มีเพียงอาหารว่าง อาหารเที่ยง เครื่องดื่ม (ตามอัตภาพของโครงการ) ขอบคุณที่น้อง ๆ ไม่ทิ้งกัน และสู้จนจบ, คุณสิทธิศักดิ์ ห่านนิมิตรกุลชัย เพื่อนที่ฟังแนวคิดแล้วไปประสานงานต่อจนเป็นโครงการนี้ และกรรมการทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือ และสะท้อนความเห็นตรงไปตรงมากับนักศึกษา อาจารย์ และโครงการ ความเห็นในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้จัดทำโครงการ, ผู้ประสานงาน Mentor ของนิสิต และผู้ร่วมสมทบทุนในโครงการนี้
Powered By EmbedPress
ใช้ Gemimi ในการอ่านและสรุป
สรุปใจความสำคัญของเอกสาร “Learn Un-learn Re-learn ถอดประสบการณ์ เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน” โดย ปรมินทร์ เยาว์ยืนยง (P3Y) มีสาระสำคัญดังนี้ครับ
1. ภาพรวมและเป้าหมายของโครงการ
-
ที่มาและวัตถุประสงค์: เป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) ที่นำงานวิจัยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารจากมหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมมือกับผู้ประกอบการ SME มาใช้นิสิตนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ (สาขาการจัดการ 85%, บัญชี 15%) ได้ศึกษาและฝึกสร้างแผนธุรกิจ/แผนการตลาดจริง
-
แนวคิดหลัก (LTT): มุ่งเน้นการปฏิวัติวิธีการเรียนการสอนจาก Knowledge-based ไปสู่ Experiential Learning เพื่อเปลี่ยนจาก “ครูผู้สอน” เป็น Mentor/Coach/Facilitator และเปลี่ยน “นักเรียน” เป็น ผู้เรียน (Learner)
2. เครื่องมือและกระบวนการทำงาน
-
P3Y Poly Canvas: พัฒนาขึ้นโดยนำ Business Model Canvas (BMC) มาผสมผสานกับ Lean Canvas พร้อมเพิ่มส่วน Target, Vision, Cost Structure และ Revenue Model เพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจโมเดลธุรกิจในภาพรวมได้ดียิ่งขึ้น
-
กระบวนการกิจกรรม: ประกอบด้วยการทำ Workshop Canvas, การเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์นักวิจัยและผู้ประกอบการ (Q&A/Interview), การซ้อมนำเสนอ (Rehearsal) และการนำเสนอต่อคณะกรรมการ
3. บทเรียนและปัญหาที่พบจากศักยภาพของนักศึกษา (Soft Skills & Hard Skills)
จากการถอดบทเรียน ผู้เขียนพบข้อบกพร่องและช่องว่างทางทักษะของนักศึกษาในระบบการศึกษาปัจจุบันหลายประการ:
-
การขาดทักษะสังคมและการสื่อสาร (Soft Skills):
-
ขาดทักษะ มารยาทในการสนทนาและการประชุมออนไลน์อย่างเป็นทางการ
-
ขาดทักษะการตั้งคำถามปลายเปิด (มักถามแต่คำถามปลายปิด) และขาดทักษะการฟังเพื่อจับประเด็นสนทนาต่อ (Deep Listening)
-
-
ความรู้พื้นฐานไม่พร้อมใช้งานและการเชื่อมโยงข้อมูล:
-
เรียนแบบแยกท่อน (Silo-Based Education) ทำให้ขาดทักษะในการบูรณาการความรู้หลายศาสตร์เข้าด้วยกัน
-
ไม่สามารถเชื่อมโยงเครื่องมือวิเคราะห์ (เช่น SWOT หรือ Marketing Mix) ไปสู่การวางแผนกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริง
-
-
การพึ่งพาสูตรสำเร็จ/คำตอบสำเร็จรูป (Prejudice):
-
มักแก้ปัญหาด้วยคำตอบแบบสูตรสำเร็จยุคใหม่ (เช่น ต้องทำ App/Super-App, ทำ Social Media, ใช้ Influencer) โดยไม่ได้พิจารณาข้อจำกัดของทรัพยากร (Resources & Limitations) ของธุรกิจ SME จริง
-
-
ทักษะการจัดการข้อมูลและการเขียนแผนงาน:
-
ขาดประสบการณ์ในการคัดกรอง ค้นหาแหล่งอ้างอิง และตีความข้อมูลทุติยภูมิ
-
มีปัญหาเรื่องคลังคำ การใช้ภาษาเขียนที่เป็นทางการ และการจัดเรียงรูปเล่มแผนธุรกิจ/การตลาด
-
4. ข้อสรุปและแนวทางการปรับปรุงเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformation)
-
การเปิดใจยอมรับปัญหา (Mindset Adjustment): สถาบันการศึกษาและอาจารย์ผู้สอนต้องเปิดใจยอมรับข้อบกพร่องของระบบเดิม ที่เน้นจำเนื้อหามากกว่าการนำไปประยุกต์ใช้
-
กระบวนการสอนแบบยอมให้เกิดข้อผิดพลาด: ให้ความผิดพลาดของนักศึกษาระหว่างกระบวนการเป็นประสบการณ์ในการเรียนรู้ โดยอาจารย์ทำหน้าที่แนะนำ คอยตั้งคำถาม และให้ข้อคิดเห็นตรงไปตรงมาในมาตรฐานแบบมืออาชีพ
-
ปรับลำดับขั้นตอนการเรียนรู้: แนะนำให้นักศึกษาเริ่มจากการเขียนรายงานรายละเอียดก่อน เพื่อให้เข้าใจโครงเรื่องอย่างถี่ถ้วน แล้วจึงสรุปมาทำเป็นสไลด์นำเสนอ
